ตะคร้อ

ตะคร้อ

hleichera oleosa (Lour.) Merr.

ชื่อวงศ์พรรณไม้

   ต้นตะคร้อ มีเขตการกระจายพันธุ์อยู่ทางภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันตกเฉียงใต้ ภาคกลาง และภาคตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศไทย ในต่างประเทศสามารถพบได้ที่ประเทศอินเดีย ศรีลังกา ภูมิภาคอินโดจีนและอินโดนีเซีย โดยจัดเป็นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ มีความสูงของต้นประมาณ 15 - 25 เมตร แตกกิ่งก้านต่ำ เรือนยอดมีลักษณะเป็นทรงพุ่มแผ่กว้าง กิ่งก้านมักคดงอ ลำต้นเป็นปุ่มปมและพูพอน เปลือกลำต้นเป็นสีน้ำตาลแดงหรือเป็น สีน้ำตาลเทา เปลือกแตกเป็นสะเก็ดหนา ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการเพาะเมล็ด โดยสามารถพบได้ตามป่าผลัดใบ ป่าดิบเขา และตามป่าเบญจพรรณทั่วไป ที่ระดับความสูงถึง 1,200 เมตร

การนำไปใช้ประโยนชน์

ผล

เนื้อผลเป็นยาระบาย รับประทานมากไปจะทำให้ท้องเสียได้

เมล็ด

น้ำมันจากเมล็ดตะคร้อ ช่วยแก้ผมร่วง

เปลือกต้น

เปลือกนำมาต้มกับน้ำดื่มเป็นยาแก้ฝีหนอง

ใบ

ใบแก่นำมาเคี้ยวให้ละเอียด ใช้ใส่แผลสดเพื่อปิดปากแผลไว้ จะช่วยห้ามเลือดได้

ราก

รากช่วยทำให้เส้นเอ็นหย่อน แก้เส้นเอ็น ช่วยถ่ายฝีภายใน

แหล่งที่พบ

ตะคร้ำ

ตะคร้ำ

Garuga pinnata Roxb.

ชื่อวงศ์พรรณไม้

   ต้นตะคร้ำ จัดเป็นพรรณไม้ยืนต้นผลัดใบขนาดกลาง ลำต้นเปลาตรง มีความสูงได้ประมาณ 10 - 20 เมตร เมื่อโตวัดรอบ 100 - 200 เซนติเมตร แตกกิ่งก้านสาขารอบ ๆ เรือนยอดของต้น โคนต้นเป็นพูพอน ตามกิ่งอ่อนและก้านช่อดอกมีขนสีเทาขึ้นปกคลุมกระจายอยู่ทั่วไป และมีรอยแผลใบปรากฏอยู่ตามกิ่ง เปลือกต้นเป็นสีเทาหรือสีน้ำตาลปนเทาแตกเป็นสะเก็ดหรือเป็นหลุมตื้น ๆ ทั่วไป ส่วนเปลือกด้านในเป็นสีนวล มีทางสีชมพูสลับ และมียาง สีชมพูปนแดงไหลออกเมื่อสับดู โดยยางนี้หากทิ้งไว้นาน ๆ จะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองคล้ำ ส่วนกระพี้จะเป็นสีชมพูอ่อน ๆ และมีแก่นเป็นสีน้ำตาลแดง ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการเพาะเมล็ด เป็นไม้กลางแจ้ง ในประเทศไทยพบขึ้นตามที่ราบตามป่าโปร่ง ป่าผลัดใบ ป่าดิบแล้งในที่ค่อนข้างราบและใกล้ลำห้วยทั่วไป ป่าดิบเขา และตามป่าเบญจพรรณชื้น ที่ความสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 50-800 เมตร ส่วนในต่างประเทศพบได้ที่ประเทศอินเดีย พม่า ลาว กัมพูชา เอเชียตะวันออกเฉียงใต้

การนำไปใช้ประโยนชน์

ผล

ผลตะคร้ำ มีสรรพคุณเป็นยาบำรุงธาตุหรือบำรุงกระเพาะอาหาร

ต้น

ต้นสดนำมาคั้นเอาน้ำใช้หยอดตา แก้ตามัวเนื่องจากเยื่อตาอักเสบ

เปลือกต้น

ใช้เป็นยาแก้บิด แก้ท้องร่วง ด้วยการใช้เปลือกต้นนำมาต้มกับน้ำกินหรือนำมาบีบเพื่อเอาน้ำกินเป็นยา

แหล่งที่พบ

ตาลเสี้ยน

ตาลเสี้ยน

Xantolis siamensis (H. R. Fletcher) P. Royen

ชื่อวงศ์พรรณไม้

ไม้ยืนต้นขนาดเล็ก ถึงขนาดกลาง สูงประมาณ 7 - 8 เมตร ลำตรงเปล่าตรงมักแตกกิ่งต่ำ เปลือกสีเทาปนน้ำตาล ผิวเรียบ หรือแตกเป็นสะเก็ดเล็ก ๆ เปลือกมันค่อนข้างเทาสีน้ำตาลอ่อน เรือนยอดรูปกรวยหรือเป็นพุ่มกลม ทึบ กิ่งอ่อนมีช่องระบายอากาศมากและมีปนสีน้ำตาลแดงทั่วไปใบเดียว ติดเรียงสลับสองข้างของกิ่งขนาด 5 – 7 x 13 - 22 เซนติเมตร ปลายใบทู่หรือมน โดยใบมนมักเบี้ยว เนื้อใบหนา หรือใบเกลี้ยง สีเขียวเข้มเป็นมัน ข้างใบมีขนสีเทานุ่มเกือบเกลี้ยง เส้นแขนงใบ 8 – 12 คู่

การนำไปใช้ประโยนชน์

เมล็ด

แก้ริดสีดวงทวาร แก้พยาธิผิวหนัง แก้โรคผิวหนัง ใช้เบื่อปลา

เปลือกต้น

บำรุงธาตุ บำรุงกำลัง ขับผายลม บำรุงโลหิต เป็นยาคุมธาตุ สมานแผล แก้อุจจาระร่วง ใบ แก้พิษกาฬ แก้พิษอักเสบจากหัวกาฬ แก้โรคผิวหนัง ผื่นคัน แก้ริดสีดวงจมูก รักษามะเร็งลาม

ดอก

แก้พิษกาฬ พิษไข้ตัวร้อน

แหล่งที่พบ